dot dot
dot
วิชาที่เปิดสอน
dot
bulletศิลปะป้องกันตัวในชีวิตประจำวัน
bulletศิลปะป้องกันตัวสำหรับสุภาพสตรี
bulletศิลปะการใช้มีดในการป้องกันตัว
bulletมวยไทยไชยา
bulletไอคิโด้
bulletคาราเต้
dot
อื่นๆ
dot
bulletจดโดเมนเนม
bulletthaiselfdefense
bulletลงประกาศฟรี
dot
Newsletter

dot




ศิลปะป้องกันตัวสำหรับสุภาพสตรี

ศิลปะป้องกันตัวสำหรับสุภาพสตรี

(Self-defense Strategies & Combat Tactics for Women)


   ไม่มีหลักประกันใดรับรองได้ว่า หากเรายินยอมให้เงินคนร้าย หรือยินยอมให้คนร้ายข่มขืนเราแล้ว คนร้ายจะไม่ลงมือทำร้ายหรือฆ่าเราปิดปาก โดยเฉพาะคดีก่ออาชญากรรมทางเพศ จากข้อมูลของมูลนิธิเพื่อนหญิงระบุว่าผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่ 70-80% เป็นผู้ที่เหยื่อรู้จักดี ดังนั้นการเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดในสถานการณ์คับขันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นการตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอย่างแท้จริง ดังสุภาษิตที่ว่า รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี


                                    

 

 

 

Women’s self-defense in sexual assault


ในปี พ.ศ. 2549 ไทยติดอยู่ในกลุ่ม 68 ประเทศ (จาก 189 ประเทศที่มีการสำรวจ) ที่มีสถิติคดีข่มขืนเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยพบคดีที่เกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ อาทิ ทำร้ายร่างกาย ข่มขืนฆ่ากันตาย สูงถึง33,669 คดี จำนวนคดีข่มขืนที่เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นจิตใจของคนในสังคม ที่ไม่รับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น

รายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุดพบว่ามีคดีข่มขืนในครึ่งแรกปี พ.ศ. 2552 ถึง 4,644 คดี ซึ่งคดีเหล่านี้ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความแต่เชื่อว่ายังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่กล้าเข้าแจ้งความ สำหรับการเกิดเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ 12% ของคดีทั้งหมดและคดีที่ขึ้นสู่ศาลเพิ่มขึ้นเป็น เท่า เมื่อเทียบกับ10 ปีที่แล้ว หรือเฉลี่ยมีผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและแจ้งความวันละ 12 ราย แต่มีผู้ถูกข่มขืนเพียง 5% เท่านั้นที่ไปแจ้งความ ขณะที่สถานการณ์และรูปแบบการข่มขืนได้เปลี่ยนไปจากอดีตโดยผู้กระทำผิดไม่ใช่คนแปลกหน้าเพราะจากสถิติพบว่า 80% ของผู้กระทำผิดเป็นคนที่เหยื่อรู้จักหรือคนที่ไว้วางใจ เช่น คนในครอบครัว คู่รัก เพื่อน ครู นายจ้าง ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประกอบอาชีพหลากหลายและเป็นผู้ที่มีการศึกษา นอกจากนี้พบว่าเหยื่อการข่มขืนไม่ใช่เฉพาะหญิงสาวเท่านั้น แต่มีอายุตั้งแต่ 2-80 ปีและเหยื่อที่เป็นเด็กชายมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย

ในอเมริกามีการศึกษาพบว่า 84 เปอร์เซ็นต์ของเหยื่อรู้จักกับคนร้ายที่มาข่มขืน มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เกิดเหตุการณ์ในบ้าน นอกจากนั้นพบว่าเหยื่อจะถูกทำร้ายทางร่างกายมากขึ้นหากร้องไห้ขอร้องหรือพยายามอ้อนวอน ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่หนีรอดมาได้โดยการร้องเสียงดัง และอีกประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่หนีรอดมาได้โดยการต่อสู้ขัดขืนอย่างรวดเร็วและรุนแรง

Laura Ann Kamienski เธอเป็นสายดำดั้งหนึ่งเทควันโด (Tae Kwon Do) และเป็นครูสอนการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง (Women's self-defense instructor) มาหลายปี ทั้งตัวเธอเองและเพื่อนของเธอคนหนึ่งซึ่งเป็นสายดำดั้งสามเทควันโดเคยเข้าสัมมนาเกี่ยวกับการป้องกันตัวครั้งหนึ่ง ซึ่งในการฝึกซ้อมนั้นไม่ว่าเธอหรือเพื่อนของเธอไม่มีใครสามารถหยุดการจู่โจมได้เลย ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมองของการฝึกและพยายามหาคำตอบ

เธอรวบรวมข้อมูลและเนื้อหาของหลักสูตรการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงจำนวนมาก พบว่ามีความไม่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่สอนกับสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าของเหยื่อ

การจะเป็นหลักสูตรป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงที่ดีได้นั้นจำเป็นต้องมีปัจจัยหลายประการ เช่น ความรู้เรื่องการโจมตีของคนร้ายในสถานการณ์จริง (Actual attacks) โดยความรุนแรงทางเพศกับความรุนแรงในครอบครัวเป็นภัยคุกคามสำหรับผู้หญิงที่พบบ่อยที่สุด (จากการศึกษาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ)

สื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์มักให้ภาพลักษณ์ของการถูกข่มขืนที่ผิด เช่น คนร้ายมักเป็นชายแปลกหน้า หน้าตาอัปลักษณ์ แต่งตัวสกปรก หยาบกร้าน ย่องเข้ามาจู่โจมเหยื่ออย่างเงียบๆแล้วผลักเข้าป่าข้างทาง เหยื่อมักต่อสู้แบบไม่มีประสิทธิภาพและถูกช่วยด้วยผู้ชายกล้ามใหญ่หน้าตาดี หรือคนร้ายกลับกลายเป็นพระเอกเสียเองในตอนสุดท้าย เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริง 84 เปอร์เซ็นต์ของคนร้ายจะรู้จักเหยื่อ และเหยื่อจำนวนไม่น้อยยังอายุน้อยมาก

ความรุนแรงในครอบครัวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงและเด็กมักตกเป็นเหยื่อ ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบ แต่ในสหรัฐพบว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการบาดเจ็บของผู้หญิงอายุ 15 ถึง 44 ปี (มากกว่าอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนตร์ การจี้ชิงทรัพย์และการตายจากมะเร็งรวมกันเสียอีก)

ดังนั้นการประทุษร้ายทางเพศนั้นจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากในการเผชิญเหตุ หลักสูตรการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง (ในอเมริกามีหลักสูตรสอนผู้หญิงโดยเฉพาะ) ส่วนใหญ่มักสอนวิธีในการใช้กำลัง (Physical technique) ในการแก้ไขสถานการณ์ แต่เนื่องจากคนร้ายมักรู้จักกับเหยื่อดังนั้นหลักสูตรที่ดีควรสอนการระแวดระวังภัยซึ่งอาจเกิดจากเพื่อนสนิท คนรู้จัก แฟน เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่สามีของตนด้วย ควรสอนการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และสภาพจิตใจของความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อกับคนร้ายซึ่งเป็นคนรู้จัก

ประการที่สอง คือ การส่งเสริมความนับถือตัวเอง(Promotes self-esteem) หลักสูตรที่ดีควรส่งเสริมผู้รับการฝึกให้เห็นถึงคุณค่าและความนับถือตัวเอง เพื่อการป้องกันตัวจำเป็นที่เหยื่อจะต้องเห็นถึงคุณค่าของตนเองมากกว่าคนร้ายและคิดว่าตนเองมีค่ามากพอที่จะปกป้อง

ประการที่สาม คือหลักสูตรควรส่งเสริมสิ่งที่ผู้หญิงทำได้ดีอยู่แล้วเพื่อการป้องกันตัว นั้นก็คือ การใช้กลยุทธ์ด้านการพูดและการใช้กำลัง (Verbal and physical strategies)เสริมสร้างทักษะในการโน้มน้าว เพิ่มความเชื่อมั่นในการที่จะรับกับสถานการณ์เลวร้ายได้ โดยไม่ใช่มีเพียงแต่การใช้กำลังเท่านั้น

ประการสุดท้าย คือ หลักสูตรที่ดีควรเสริมสร้างบรรยากาศในการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เรียน(Feedback) และการใส่ใจ ให้กำลังใจกัน(Support) เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองและความเชื่อมั่นได้

มีผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกข่มขืนได้ให้ความเห็นไว้ว่า จากประสบการณ์ของเขากลยุทธ์ที่ช่วยให้เหยื่อรอดจากการถูกข่มขืนมักประกอบด้วยการพูดจาและการใช้กำลังร่วมกัน

ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็อาจตกเป็นเหยื่อได้เพราะส่วนใหญ่คิดว่า เรื่องเลวร้ายเหล่านี้จะไม่เกิด คงไม่เกิด ไม่น่าจะเกิดกับเรา จึงตั้งอยู่ในความประมาท

หลักสูตรการป้องกันตัวนั้นไม่ควรสอนเฉพาะภัยคุกคามที่เห็นเด่นชัดเท่านั้น เพราะในหลายกรณีคนร้ายไม่ใช่คนแปลกหน้าและพวกเขาพยายามใช้กลอุบายทำให้เหยื่ออยู่ในที่เปลี่ยวเพื่อสะดวกแก่การลงมือ ซึ่งคนร้ายมักมีการพูดจาข่มขู่ บีบบังคับเหยื่อเพื่อให้ทำตามที่เขาต้องการ โดยคำพูดเหล่านี้ถือว่าเป็นความตั้งใจที่อาจจะก่อเหตุ

หลายหลักสูตรสอนอยู่บนพื้นฐานของศิลปะการต่อสู้(Martial art) ที่ครูผู้ฝึกชำนาญ โดยสอนเฉพาะภัยคุกคามจากคนร้ายแปลกหน้าหรือการทำร้ายกันตามท้องถนนเท่านั้น จึงยังขาดข้อมูลสำคัญในสถานการณ์จริงที่ภัยคุกคามส่วนใหญ่เกิดจากคนใกล้ชิดกับเหยื่อ

ครูสอนศิลปะการต่อสู้(Martial artists) ส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำการศึกษาและหาข้อมูลก่อนออกแบบหลักสูตรการป้องกันตัว พวกเขาจึงสอนวิธีใช้กำลังซึ่งดูง่ายดายและคุ้นเคยสำหรับเขา แต่อาจไม่เหมาะสำหรับผู้หญิงซึ่งมีความกลัวเมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้าย ส่วนใหญ่จึงมีหลักสูตรสอนการต่อสู้(Combative course)มากกว่าเนื่องจากขายได้ดีกว่าการป้องกันตัว การใช้ทักษะและข้อมูลของการเกิดเหตุร้ายร่วมกันเพื่อนำไปสู่หลักสูตรการป้องกันตัวที่เหมาะสำหรับผู้หญิงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าหลักสูตรเรียนการต่อสู้

ผู้หญิงหลายคนที่สนใจการป้องกันตัวมักเข้าเรียนศิลปะการต่อสู้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมักไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อผู้หญิง การได้ฝึกกับผู้หญิงเท่านั้นอาจดีในแง่ที่สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องแต่การฝึกกับผู้ชายก็อาจช่วยให้คุ้นเคยกับการได้ปะทะกับผู้ชาย เรียนรู้การใช้เสียงดังให้เป็นประโยชน์ เช่น การตะโกนว่า “หยุดทำอย่างนั้น ..... เดี๋ยวนี้” เป็นการบอกว่าเราไม่กลัวและอาจตอบโต้กลับ

หลักสูตรการป้องกันตัวที่ดีจึงควรประกอบด้วยการเสริมสร้างความพร้อมในการรับสถานการณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในการฝึกอบรมและฝึกฝนด้วยความปลอดภัย เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤติโดยใช้สมองมากกว่ากำลัง

สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 26 ต.ค. - พ.ย. 2552, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, บทความเรื่อง Women's Self-defense ของ Laura Ann Kamienski
 














Choosing Self-defense Class

National Coalition Against Sexual Assault (NCASA) ได้ให้แนวทางในการเลือกเรียนหลักสูตรป้องกันตัวสำหรับผู้หญิงไว้อย่างน่าสนใจ

ปรัชญาแรกของการป้องกันตัวสำหรับผู้หญิง เราต้องยอมรับว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นคนขอ เป็นสาเหตุ หรือต้องการที่จะถูกทำร้าย ถึงแม้ผู้หญิงหรือผู้ชายบางครั้งจะมีความประมาทในเรื่องพฤติกรรมด้านความปลอดภัยส่วนตัวก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ควรต้องรับผิดชอบต่อการถูกทำร้ายร้างกายที่เกิดขึ้น คนร้ายต่างหากที่ควรเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเลวร้ายเหล่านั้น

ปรัชญาที่สอง เมื่อผู้หญิงตัดสินใจที่จะกระทำการป้องกันตัว ไม่ว่าได้กระทำหรือไม่ได้กระทำอะไรก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด เราควรให้ความเครพต่อการตัดสินใจที่จะพยายามเอาชีวิตรอดของพวกเขา

ปรัชญาที่สาม หลักสูตรสอนการป้องกันตัวที่ดีนั้นไม่ควร “บอก” ว่าใคร “ควรทำ” หรือ “ไม่ควรทำอะไร” แต่ควรบอกทางเลือก (Options) วิธีการทำ (Techniques) และวิธีการวิเคราะห์สถานการณ์ ภายในหลักสูตรเหล่านั้นอาจบอกว่าวิธีใดโดยปกติใช้ได้ผลดีในสถานการณ์ส่วนใหญ่ แต่การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับบุคคลที่กำลังเผชิญเหตุอยู่เนื่องจากอาจมีความแตกต่างของสถานการณ์ได้อย่างมากมาย

การป้องกันตัวนั้นประกอบด้วย ความตื่นตัว (Awareness)ความมั่นใจ (Assertiveness) ทักษะการพูด (Verbal confrontation skill) กลยุทธ์ด้านความปลอดภัย (Safety strategies) และวิธีการใช้กำลัง (Physical techniques) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ประสบความสำเร็จในการ “หนี ต่อต้านคนร้าย หรือมีชีวิตรอด” หลักสูตรที่ดีควรให้ความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychological awareness) และทักษะด้านการใช้คำพูดร่วมด้วย ไม่ใช่สอนแค่วิธีการใช้กำลังในการแก้ไขสถานการณ์เท่านั้น

การฝึกการป้องกันตัว (Self-defense training) สามารถเพิ่มทางเลือกและช่วยคุณในการตอบสนองต่อการถูกทำร้ายได้ การป้องกันตัวก็เหมือนเครื่องมือชนิดหนึ่งถ้าคุณรู้จักมันดี รู้ว่ามันใช้งานอย่างไร รู้ข้อจำกัดของมัน ข้อมูลเหล่านี้ก็ช่วยคุณในการตัดสินใจที่จะใช้มัน

การป้องกันตัวนั้นไม่อาจรับประกันได้ว่าคุณจะปลอดภัยจากการถูกทำร้ายได้อย่างแน่นอน แต่การฝึกการป้องกันตัวทำให้คุณมีทางเลือกหรือมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย

ไม่มีมาตรฐานชัดเจนสำหรับหลักสูตรป้องกันตัว บางหลักสูตรสอนแค่ 4 ชั่วโมงจนถึงหลายเดือน แต่ไม่ว่าหลักสูตรจะนานมากน้อยแค่ไหนก็ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ควรสอนทางเลือกให้มาก วิธีการเรียบง่าย และผู้หญิงควรทำได้

ครูฝึกอาจเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ เพราะหลักสูตรที่ดีขึ้นกับปรัชญา ความรู้ วิธีการสอน ของผู้สอนมากกว่าเพศของครูฝึก ถึงแม้บางครั้งการมีครูฝึกเป็นผู้หญิงอาจสะดวกมากขึ้นเมื่อต้องการปรึกษาปัญหาบางอย่างที่มีความอ่อนไหว แต่การได้ฝึกซ้อมกับผู้ชายก็อาจดีในแง่เพิ่มความคุ้นเคยกับการป้องกันตัวกับผู้ชาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ครูฝึกไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต้องสร้างความมั่นใจ ความสามารถและความแข็งแรงให้กับนักเรียนได้ ความรู้สึกปลอดภัยและการสร้างความไว้ใจต้องมาก่อนการเรียนรู้

การป้องกันตัวไม่จำเป็นต้องเรียนกันหลายปี ในหลักสูตรขั้นพื้นฐานนั้นใช้เวลาเรียนไม่นาน เพียงแค่ให้หลักการการป้องกันตัว วิธีการพื้นฐาน แล้วคุณฝึกฝนหรือเรียนรู้เพิ่มเติมต่อไปได้ การป้องกันตัวไม่ใช่การเรียนคาราเต้หรือศิลปะการต่อสู้ (Martial art training) มันไม่ได้ต้องการเวลาหลายปีเพื่อความสมบูรณ์แบบ

หลายคนสงสัยว่าถ้าเราใช้กำลังในการป้องกันตัวนั้นจะทำให้เราเจ็บตัวมากขึ้นหรือไม่ ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ต้องขอถามว่า “เจ็บตัวมากขึ้น” นั้นหมายถึงอย่างไร ผู้หญิงที่เคยถูกข่มขืนหลายคนต่างยังมีความเจ็บปวดทางด้านจิตใจอยู่แม้บาดแผลทางร้างกายนั้นได้หายไปแล้ว มีการศึกษาพบว่าการป้องกันตัวโดยใช้กำลังไม่ได้เพิ่มระดับการบาดเจ็บแต่อย่างใด อีกทั้งหลายกรณีกลับลดลงเสียด้วย อีกทั้งผู้หญิงที่ทำตามคนร้ายตลอดก็ยังอาจถูกทำร้ายอย่างป่าเถื่อนเสียด้วยซ้ำ

จุดประสงค์หลักของการป้องกันตัว คือ การบรรเทาการบาดเจ็บและรีบหนีออกมาจากสถานการณ์นั้นๆให้เร็วที่สุด

หลายหลักสูตรมักโฆษณาว่าเป็นหลักสูตรที่ “ดีที่สุด เหมือนจริงที่สุด ประสบความสำเร็จที่สุด” นั้นก็เป็นเพียงกลเม็ดในการโฆษณาเท่านั้น จงจำไว้ว่าไม่มีหลักสูตรใดสามารถจำลองการทำร้ายร่างกายได้เหมือนจริงที่สุด เพราะในสถานการณ์จริงนั้นมีความแตกต่างกันมาก มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อาวุธ สภาพแวดล้อม เป็นต้น จึงอาจอันตรายเกินไปที่จะมาฝึกกันเช่นนั้น

การใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ต่างๆมาใช้ในการป้องกันตัวนั้น ประการแรกคือมันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณไม่รู้ว่ามันใช้อย่างไร นอกจากนั้นมันยังต้องพร้อมใช้งานในยามที่เราถูกทำร้ายด้วย และไม่มีการรับประกันได้ว่ามันจะใช้ได้ผล จำไว้ด้วยว่าสิ่งต่างๆที่คุณใช้กับคนร้ายเพื่อป้องกันตัวเองก็อาจถูกนำกลับมาใช้กับตัวคุณเองได้ด้วย ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้ข้อจำกัดและความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ต่างๆเหล่านี้

ราคาค่าเรียนนั้นไม่ได้เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของหลักสูตร ไม่ใช่ว่ายิ่งแพงยิ่งดี แต่ก็ไม่ได้ให้เราเลือกหลักสูตรที่ถูกที่สุดไว้ก่อน คงต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณา

คุณไม่จำเป็นต้องรูปร่างดีเหมือนนักกีฬาจึงจะเรียนการป้องกันตัวได้ หลักสูตรที่ดีต้องสามารถสอนนักเรียนได้ด้วยความยืดหยุ่น นักเรียนสามารถบอกความต้องการอยากรู้ของตนได้ และในหลายหลักสูตรมีการจัดสอนเฉพาะกลุ่มด้วย

หลักสูตรที่ดีนั้นควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่าผู้หญิงสามารถทำได้ วิธีการใช้กำลังป้องกันตัวต้องเรียบง่าย (ง่ายทั้งการจดจำและการกระทำ) ใช้ความฉลาดมากกว่ากล้ามเนื้อ และให้ทางเลือกหลายทางในการป้องกันตัว ครูฝึกควรใส่ใจต่อความกังวลหรือความกลัวของนักเรียน เสริมสร้างความมั่นใจ

Easy defense club แนะนำวิธีการเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤติด้วยวิธีการที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ ผู้รับการฝึกสามารถเลือกที่จะเรียนการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือการใช้อาวุธมีดระบบต่อสู้อย่างถูกต้องได้

สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้“พลังจงอยู่กับท่าน”

เรียบเรียงโดย Batman 
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Guidelines on Choosing a Women's Self-Defense Course ของ National Coalition Against Sexual Assault (NCASA) จาก Portland Police Bureau
 

 

   

   

ขอขอบคุณ : ภาพประกอบจากอินเตอรฺ์เน็ต







Copyright © 2011 All Rights Reserved.

Easy Defense Club
  2291 พัฒนาการ 45, ถ.พัฒนาการ., สวนหลวง,กรุงเทพฯ     10250
เบอร์โทร :  0-2321-2982     มือถือ :  08-1911-8945
อีเมล : easydefense@hotmail.com
เว็บไซต์ : easydefenseclub.com